ประวัติการจัดตั้งมูลนิธิ
การะเกษวัดสระเรียง นครศรีธรรมราช

 

คุณเกหลง การะเกษ
ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ

ศาลาเกหลง การะเกษ
อนุสรณ์แด่ผู้ก่อตั้ง

 

        
     เกหลง การะเกษ นามนี้เป็นที่คุ้นหูคุ้นตาของผู้คนมากมาย เพราะว่านามนี้ติดอยู่ข้างรถ วัดสระเรียงถึง 2 คัน บางคนอ่านว่า “กะ-เหลง” ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องอ่านว่า “เก-หลง”
      คุณเกหลง เป็นบุตรีของนายเหล็ง นางเฉลิม เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2477 ณ ตำบลหอมสิน อำเภอบางบ่อ จังหวัด สมุทรปราการ สมัยที่เธอยังเด็กอยู่เธอเรียนจบชั้น ป.2 แล้วก็เที่ยวพายเรือขายของกับคุณแม่ ซึ่งได้ขายเครื่องปั้นดินเผา มีโอ่ง และหม้อดิน เป็นต้น แม้งานก่อสร้างหิ้วปูน แบกไม้เธอก็เคยทำ ทำงานโน้นบ้างทำงานนี้บ้าง จนกระทั่งแม่ได้พา มาฝากที่ร้านเจอจิตร วงเวียนเล็ก สี่แยกบ้านแขก กรุงเทพ ฯ ณ ที่นั้นเธอได้ฝึกหัดเย็บเสื่อโหลขาย เมื่อชำนาญพอ สมควร เธอได้ย้ายไปเป็นลูกมือช่วยงานทำเสื้อครุยที่ร้านอลังการ ท่าพระจันทร์ เธอได้เรียนรู้การทำเสื้อครุย ทั้งตัด ทั้งเย็บ เป็นที่ชำนาญก็ ออกจากร้านอลังการไปเช่าหน้าร้านขายเสื้อผ้า นักเรียนร้านหนึ่งที่หน้าเฉลิมกรุง ตัดเย็บ ขาย เสื้อครุย ต่อมาเธอได้มาเช่าหน้าร้านขายข้าวแกง ร้านหนึ่ง ที่ท่าพระจันทร์ขายเสื้อครุยเช่นกัน และในที่สุดได้ เปิดร้าน เป็นของตนเอง ให้ชื่อว่า “ห้องเสื้อปริญญา” ซึ่งอยู่ท่าพระจันทร์ แม้บัดนี้ร้านก็ยังดำเนินการอยู่ โดยนายสมพจน์ สุวรรณ
      ห้องเสื้อปริญญา ท่าพระจันทร์ ผู้คนมากมายโดยเฉพาะนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย มักรู้จัก และหลายท่านได้เคย เป็นลูกค้าทั้งแบบเช่าและแบบซื้อขาดตัว ซึ่งเธอเป็นผู้ให้บริการ ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดี อย่างยิ่ง และห้องเสื้อปริญญา นี้เองได้ทำให้เธอมีเงินทองรายได้สูงขึ้น จนกระทั่งมีเงินทองเหลือใช้ และ เธอได้เก็บสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง ซื้ออาคารและที่ดิน ไว้บ้าง นอกจากนี้ คุณเกหลง เป็นคนใจบุญ ชอบไปทำบุญที่วัดต่าง ๆ ตอนหลังมักจะไปกับ ท่านเจ้าคุณพระพัฒโนดม อดีตเจ้าคณะ 9 วัดพระมหาธาตุ ฯ โดยไปร่วมกันสร้างวัดที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทราบว่า เธอได้สร้างกุฏิกัมมัฏฐานไว้ หลังหนึ่ง และร่วมสร้างศาลา ปฏิบัติธรรมและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ณ ที่นี่และที่อื่น ๆ อีกมากมาย
      คุณเกหลงเคยไปประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ ทั้งแคนาดา อเมริกา และประเทศในยุโรป และเธอ บอกว่าไม่มี ประเทศไหนที่ไปแล้วมีความสุขเท่ากับประเทศอินเดีย ฉะนั้นเธอจึงขอปรารถนาว่า ขอให้เธอได้ไปอินเดียทุก ๆ ปี จนกว่าจะสิ้นชีวิต จริงอย่างนั้น เธอได้ไปอินเดียทุกปีเสมอมา ไปไหว้สังเวชนียสถาน ทั้งทำบุญที่วัดต่าง ๆ ถวายทุน การศึกษาแด่พระนักศึกษาที่นั้นและที่เคยเห็น หากเธอถวายแก่พระนักศึกษาก็จะได้ไม่ต่ำกว่า 100 ดอลล่าร์ต่อรูปเลย
      คุณเกหลง ได้รับการชักชวนให้ไปประเทศศรีลังกากับคณะของอาตมา (พระสิริคณาภรณ์) ผู้ชักชวนก็คือเพื่อนบ้าน เรือนเคียง ได้แก่ คุณฮวย แซ่ตั้ง และคุณพรรธินี แซ่ตั้ง สองพี่น้องที่ร่วมเดินทาง และเป็นแม่ครัวให้กับคณะ และสอง พี่น้องนี้ก็ได้บอกเล่าเรื่องของวัดสระเรียง ที่ดูแลลูกเณรมากรูป ทั้งยังจัดการศึกษาให้ด้วย เธอสนใจอย่างยิ่ง และในที่สุด ได้ไปเยี่ยมวัดสระเรียง ในครั้งกระนั้น เธอไป เห็นสามเณรมากกว่า 300 รูป ที่กำลังศึกษาอยู่ เธอชอบใจและนึกศรัทธา เธอเห็นอาตมากำลังสร้างอาคารเรียน 5 ชั้นอยู่ แล้วยังสร้างไม่เสร็จ เธอถามว่า “อาคารหลังนี้กำหนดเสร็จเมื่อไร” อาตมาตอบว่า “ถ้ามีเงินก็เสร็จเร็ว คุณโยมถามเหมือนหนึ่งจะให้เสร็จเร็วกระนั้นแหละ” เธอถามต่อว่า “ต้องใช้อีก เท่าไรจึงจะเสร็จ” อาตมาตอบว่า “หนึ่งล้านห้าแสนบาทถ้วน (1,500,000) ก็คงเสร็จ” เธอตอบว่า “อย่างนั้น ฉันขอถวายเอง ท่านทำต่อได้เลย” เมื่อกลับถึง กรุงเทพ ฯ เธอก็ได้โอนเงินจำนวนนั้นให้เลย อาคารห้าชั้นจึงสำเร็จได้
      ต่อมาบ่อยครั้งที่เธอได้พกเงินไปจำนวนหนึ่งแล้วนำเพื่อนที่ชักชวนไปด้วย 2-3 คน ไปซื้อของมาทำอาหารถวาย พระเณร จนหมดเงินแล้วจึงจะกลับ และเธอก็ปวารณาว่า เธอจะหาเงินในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตนี้ เพื่อเป็นกองทุน การศึกษาของพระภิกษุสามเณรที่สระเรียงให้ได้อย่างน้อยสัก 20 ล้านบาท และในครั้งกระนั้นเธอได้ จัดตั้งมูลนิธิ ให้กองหนึ่งจำนวน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) เธอบอกว่าเพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณร
็      คุณเกหลง ปรารภว่า หากท่านมหาสังคมหาเงินใช้ไปแบบรายวัน รายเดือนอยู่อย่างนี้คงจะเหนื่อย จนตาย และหากท่านตายเสียใครเล่าจะหาเงินมาให้ลูกเณรได้ใช้ได้ฉันและได้เรียนต่อในชั้นสูง ๆ ฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือ การตั้งมูลนิธิ
ิ      เมื่อเธอปรารภขึ้นเช่นนี้แล้ว เธอก็ได้ดำเนินการบริจาคเป็นเบื้องต้น 2,000,000 บาท (สองล้านบาท) คณะดำเนิน การจัดตั้งมูลนิธิได้ให้ชื่อกองทุนนี้ว่า “มูลนิธิการะเกษวัดสระเรียง นครศรีธรรมราช” ตอนแรกจะใส่ชื่อเธอเป็นชื่อ มูลนิธิ แต่เธอได้ห้ามเสีย จะอย่างไรก็ตาม เธออนุญาตให้ใช้นามสกุลแทน ไม่เพียงแต่เท่านี้ ต่อมาปี 2544 เธอป่วยหนัก ด้วยโรคมะเร็งในโพรงกระดูก ทำให้กระดูกไม่สามารถผลิตเลือดไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ได้ เธอปรารภถึงมรณัสสติว่า เธออาจจะต้องตายลงในไม่ช้า จึงได้โทรศัพท์ไปคุยกับอาตมา ถามชื่อจริง สะกดอย่างไรจึงจะถูกต้อง เป็นต้น เธอบอก ว่าจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์ สมบัติบางส่วนให้มูลนิธิ และให้อาตมาดำเนินการ แล้วจากนั้นเธอก็ได้ทำพินัยกรรม มอบเงิน ที่ดิน และอาคารพาณิชย์ไว้ให้จำนวนหนึ่ง
      จากประวัติที่เธอศึกษาจบแค่ ป.2 จึงทำให้เธอห่วงใยต่อการศึกษาของเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอเองอ่าน หนังสือออกแต่เขียนไม่ได้ ตนเองเมื่อมีเวลาว่างก็จะอ่านหนังสือพิมพ์บ้าง หนังสืออื่น ๆ บ้าง และเมื่อทราบว่า ลูกเณรที่ กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่จำนวนหนึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาส เธอจึงเห็นใจ และให้การสนับสนุนอย่างดียิ่ง เธอเคยพูดว่า อุปสรรคของชีวิตคือการขาดการศึกษา ฉะนั้นจะต้องให้โอกาส แก่พวกเขา ให้ได้รับการศึกษาในระดับที่สูง ๆ ขึ้นไป จึงไม่แปลกในเลยที่คุณเกหลงได้ทุ่งเททุนทรัพย์ส่งเสริมให้พระศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกมาแล้วก่อน
      ในตอนหลังเมื่อรู้จักอาตมาแล้ว คุณเกหลงทราบว่า อาตมาหาทุนส่งพระเรียนต่อปริญญาตรี-โทอยู่
ูเธอจึงได้สอบถามค่าใช้จ่ายต่อรูปต่อปี เมื่อได้รับคำตอบจากอาตมาว่าประมาณ 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาท) ตามสภาพการเงินในขณะนั้น สำหรับปริญญาโทในอินเดีย ต่อรูปต่อปี เธอจึงปวารณาว่า ขอถวายปีละ 50,000 บาท แล้วแต่ท่านจะจัดการอย่างไร อาตมาจึงรับไว้ และนำมาเฉลี่ยจ่ายให้ ลูกศิษย์ ซึ่งกำลังศึกษาต่อในอินเดียอยู่ในขณะนั้น
      แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า แค่ปีเดียวที่เธอได้ร่วมทุนตรงนี้ เธอต้องมาป่วยหนัก และถึงแก่กรรม ในที่สุด เมื่อ 19 เมษายน 2544 จะอย่างไรก็ตาม ผลจากการที่เธอได้ตั้งทุนมูลนิธิไว้และได้ทำพินัยกรรม เพิ่มเติมไว้ บัดนี้ทุนมูลนิธิ การะเกษวัดสระเรียง นครศรีธรรมราช ก็มีความเข้มแข็งพอสมควรที่จะดูแล การศึกษาของพระเณรจำนวนหนึ่งได้
      ขอบุญกุศลทั้งหลายที่เธอได้ทำแล้ว ๆ จงเป็นพลวปัจจัยให้เธออยู่ในสุคติตลอดกาลนานเทอญ.

                                                                                                พระสิริคณาภรณ์
                                                                  
             (ดร.พระมหาสังคม โฆสโก)

 

บัญชีรายชื่อคณะกรรมการชุดแรก
ของมูลนิธิการะเกษ วัดสระเรียง นครศรีธรรมราช

 

ชื่อ-สกุล
อายุ
ที่อยู่
อาชีพ
หน้าที่
นายจรัส เสือทอง
81
572/1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
ธุรกิจส่วนตัว

ประธาน
คณะกรรมการ

นายศุภมน เสาหฤทวงศ์
68
81/4 ม.2 ถ.กระโรม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
ข้าราชการบำนาญ
รองประธาน
กรรมการ
พ.ต.อ.(พิเศษ)ภักดี ภักดีกุล
76
33/59 ถ.พัฒนาการคูขวาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
ข้าราชการบำนาญ
กรรมการ
พันเอก(พิเศษ)บุญส่ง พิชญาภรณ์
69
55/3 ถ.ราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
ข้าราชการบำนาญ
กรรมการ
นายกิติ ชาลี
64
55 ถ.ราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
ข้าราชการบำนาญ
กรรมการ
นางประจวบ ศรีทองฉิม
67
110/7 ซ.ดิ่งดง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
แม่บ้าน
กรรมการ
นายสืบ โฉมทอง
58
219/10 ถ.ราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรี ฯ
ธุรกิจส่วนตัว
กรรมการ
พันเอกวิจักรขณ์พันธุ์ เรืองทอง
54
732-734 ถ.ราชดำเนิน ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
รับราชการ
กรรมการและ
เหรัญญิก
ดร.รอยพิมพ์ใจ เพชรกุล
53
85/6 ถ.ราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
รับราชการ
กรรมการและ
ผู้ช่วยเหรัญญิก
นายสำเริง ทองใหญ่
60
232/9 ถ.ศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
รับราชการ
กรรมการและ
เลขานุการ
นายวิฑูรย์ สอาดฤทธิ์
59
232/8 ถ.ศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
รับราชการ
กรรมการและ
ผู้ช่วยเลขานุการ